โชคชะตาหรือว่าความบังเอิญ - Destiny or Coincidence?

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม 2554 เวลา 02:31 | เข้าชม 1,137 ครั้ง



Strangers passing each other at intersections of space-time continuum...
Some call it “chance”, others, “destiny”.
ผู้คนแปลกหน้า สวนกัน ณ ห้วงหนึ่งของเวลา...
บางคนเรียกมันว่า “โชคชะตา” บ้างก็ว่า “ความบังเอิญ”

from People, Places, Faces Album

มันแปลกดีนะ เคยเป็นมั้ย เวลาเรานึกอะไร เห็นหรือรู้คำหรือเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่รู้จัก หรือคุยกับใครเรื่องใดเรื่องนึง แล้วจู่ๆ ก็มีอันคอยจะให้เห็นเรื่องๆ นั้น หรือคำๆ นั้นขึ้นมาบ่อยๆ ทีเดียว สองสามวันนี้คุยเรื่อง “หน้าคน” ก็พาให้เห็นอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับหน้าไปหมด

หาอะไรอ่านไปมาเลยพบว่าปรากฏการณ์แบบนี้มีชื่อเรียกด้วยนะ เออ (ไม่น่าเชื่อ และดีใจสุดๆ ที่ได้อ่าน เพราะตัวเองเป็นบ่อยมากกก)

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “The Baader-Meinhof Phenomenon” หรือ “ปรากฏการณ์บาเดอร์-ไมน์ฮอฟ” ตามเวปไซท์นี้ http://www.damninteresting.com/the-baader-meinhof-phenomenon เค้าบอกว่าสมองของคนเราชอบอะไรที่เป็นแพทเทิร์น และมักจะสามารถจับแพทเทิร์นที่น่าสนใจของสิ่งเร้าที่ผ่านเข้ามาในการรับรู้ของเรา และลืมแพทเทิร์นที่ไม่น่าสนใจ (เรียกว่า Selective Attention) ตัวอย่างเหมือนที่เล่าข้างบน หรืออีกอย่างนึงคือ เวลาที่เรานึกถึงใครอยู่แล้วเค้าก็โผล่ หรือโทรฯมาน่ะ

ปรากฏการณ์นี้จะคล้ายๆ กับทฤษฎีเรื่องความบังเิอิญที่ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน หรือ ซิงโครนิซิตี้ (Synchronicity)  ของ คาร์ล จุง (นักจิตวิทยาชื่อก้องโลกชาวสวิส) โดยพยายามอธิบายความเกี่ยวเนื่องของเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นว่านอกจากจะรวมกลุ่มเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความเป็นเหตุเป็นผล (causality) ต่อกันและกันแล้ว ก็ยังสามารถจัดกลุ่มเหตุการณ์เหล่านั้นได้ด้วยความหมายของเหตุการณ์ด้วย (คือหลัก synchronicity นั่นเอง) – ทฤษฎีนี้มีการนำไปเกี่ยวโยงกับ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) ของไอน์สไตน์ และ ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ของ โวล์ฟกัง เอิร์นส์ เพาลี (Wolfgang Ernst Pauli) ด้วย (เข้าใจเลาๆ ว่า อย่างการอธิบายความบังเอิญนี้ด้วย แนวคิดเรื่อง เอกภพคู่ขนาน หรือ parallel universe เป็นต้น) – ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Synchronicity

นอกจากนี้ คำศัพท์ ที่เกี่ยวกับเรื่องความบังเอิญนี้ก็ยังมีอีก  อย่างคำว่า

อะโพฟีเนีย (Apophenia) หรือการเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูล หรือตัวเลข หรือ สัญญลักษณ์ อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องนอสตราดามุส หรือการตีความหมายของโค้ดจากไบเิบิ้ล เป็นต้น – http://www.reference.com/browse/Apophenia

เดชาวู หรือ เดจา วู (Déjà vu) แปลว่า เคยได้พบเห็นมาแล้ว มีที่มาจากนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส เอมีล บัวรัค(Emile Boirac - 1851–1917) ในหนังสือ L'Avenir des sciences psychiques (อนาคตของวิทยาศาสตร์จิตวิทยา)  อาการเดจาวูคือรู้สึกว่าเหตุการณ์นั้นเคยพบมาแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งพบครั้งแรก โดยเราอาจจะคิดว่าเราเพ้อฝันไป  มีการอธิบายว่า เดชาวู เป็นประสบการณ์ทางจิต ที่เกิดได้กับทุกคน และทุกเวลา อาจเป็นอดีตชาติ อาจเป็นโลกคู่ขนาน อาจเป็นพลังจิต หรืออาจเป็นแค่ภาพลวงตาทางสมอง (ที่มา http://www.baanmaha.com/community/thread36616.html)



Have you ever had this experience where you just heard, seen, or thought about some words, phrases, concept and then all of a sudden, those words, phrases or concepts just pop up everywhere right afterwards?  I experience that a lot -- so much so that it feels more than a mere coincidence and most often I merely think of that experience a a "hunch".  But apparently, this phenomenon has a name. Ta da!!! Weird, ha?

According to
Alan Bellows of www.damninteresting.com, the phenomenon is called The Baader-Meinhof Phenomenon.  And here's his explanation:

"And you may have heard about it before. In fact, you probably learned about it for the first time very recently. If not, then you just might hear about it again very soon. Baader-Meinhof is the phenomenon where one happens upon some obscure piece of information– often an unfamiliar word or name– and soon afterwards encounters the same subject again, often repeatedly.

Anytime the phrase “That’s so weird, I just heard about that the other day” would be appropriate, the utterer is hip-deep in Baader-Meinhof.Most people seem to have experienced the phenomenon at least a few times in their lives, and many people encounter it with such regularity that they anticipate it upon the introduction of new information. But what is the underlying cause? Is there some hidden meaning behind Baader-Meinhof events?The phenomenon bears some similarity to synchronicity, which is the experience of having a highly meaningful coincidence… such as having someone telephone you while you are thinking about them.

Both phenomena invoke a feeling of mild surprise, and cause one to ponder the odds of such an intersection. Both smack of destiny, as though the events were supposed to occur in just that arrangement… as though we’re witnessing yet another domino tip over in a chain of dominoes beyond our reckoning.

Despite science’s cries that a world as complex as ours invites frequent coincidences, observation tells us that such an explanation is inadequate. Observation shows us that Baader-Meinhof strikes with blurring accuracy, and too frequently to be explained away so easily. But over the centuries, observation has also shown us that observation itself is highly flawed, and not to be trusted. The reason for this is our brains’ prejudice towards patterns.

Our brains are fantastic pattern recognition engines, a characteristic which is highly useful for learning, but it does cause the brain to lend excessive importance to unremarkable events. Considering how many words, names, and ideas a person is exposed to in any given day, it is unsurprising that we sometimes encounter the same information again within a short time. When that occasional intersection occurs, the brain promotes the information because the two instances make up the beginnings of a sequence.

What we fail to notice is the hundreds or thousands of pieces of information which aren’t repeated, because they do not conform to an interesting pattern. This tendency to ignore the “uninteresting” data is an example of selective attention.In point of fact, coincidences themselves are usually just an artifact of perception. We humans tend to underestimate the probability of coinciding events, so our expectations are at odds with reality. And non-coincidental events do not grab our attention with anywhere near the same intensity, because coincidences are patterns, and the brain actually stimulates us for successfully detecting patterns… hence their inflated value. In short, patterns are habit-forming.

But when we hear a word or name which we just learned the previous day, it often feels like more than a mere coincidence. This is because Baader-Meinhof is amplified by the recency effect, a cognitive bias that inflates the importance of recent stimuli or observations. This increases the chances of being more aware of the subject when we encounter it again in the near future. How the phenomenon came to be known as “Baader-Meinhof” is uncertain.

It seems likely that some individual learned of the existence of the historic German urban guerrilla group which went by that name, and then heard the name again soon afterwards. This plucky wordsmith may then have named the phenomenon after the very subject which triggered it. But it is certainly a mouthful; a shorter name might have more hope of penetrating the lexicon. However it came to be known by such a name, it is clear that Baader-Meinhof is yet another charming fantasy whose magic is diluted by stick-in-the-mud science and its sinister cohort: facts.

But if you’ve never heard of the phenomenon before, be sure to watch for it in the next few days… brain stimulation is nice."


Related topics:

Synchronicity

Synchronicity – The Skeptic’s Dictionary – Skepdic.com

Déjà vu

Apophenia

Coincidences: Remarkable or Random?

Whats Wrong with the I Ching? Ambiguity, Obscurity, and Synchronicity




แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • toichatpet
    thaiphotos

    555555555 กระทู้กลายพันธุ์มาเป็นอย่างนี้ มันโชคชะตาหรือความบังเอิญ ก็ขอตอบว่า โชคชะตา นำพาให้ตั้งใจออกทะเลครับ อิอิอิ 5555555 แต่บ่แม่น destiny ในชีวิตผมแน่ๆครับ อิอิอิ เอิ๊กส์ๆๆๆๆ

    55555 ปุจฉา วิสัชนา พาจน ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:47
  • thaiphotos
    toichatpet

    55555555555555 ราคาคุย?

    555555555 กระทู้กลายพันธุ์มาเป็นอย่างนี้ มันโชคชะตาหรือความบังเอิญ ก็ขอตอบว่า โชคชะตา นำพาให้ตั้งใจออกทะเลครับ อิอิอิ 5555555 แต่บ่แม่น destiny ในชีวิตผมแน่ๆครับ อิอิอิ เอิ๊กส์ๆๆๆๆ

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:43
  • toichatpet
    thaiphotos

    โอย.... ไม่ได้ครับ มันติดเรทอย่างแรงครับ ผู้ปกครองของผู้ปกครองต้อง เตือนผู้ปกครองอีกทีครับ เอิ๊กส์ๆๆๆๆ

    55555555555555 ราคาคุย?

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:40
  • thaiphotos
    toichatpet

    55555555555 งั้นเริ่มเขียนนิยายประโลมโลกขายเล้ยยยยย ^^

    โอย.... ไม่ได้ครับ มันติดเรทอย่างแรงครับ ผู้ปกครองของผู้ปกครองต้อง เตือนผู้ปกครองอีกทีครับ เอิ๊กส์ๆๆๆๆ

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:31
  • thaiphotos
    toichatpet

    พูดถึงเรื่อง photon รู้สึกว่าตอนนี้เค้าจะมีการนำสิ่งนี้มาใช้ในการไปสู่อวกาศ เหมือนใน startrek แล้วนะคะ -- photon torpedo กับการสร้าง plasma shield น่ะ

    ชอบอ่านเรื่่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นอันที่มาประยุกต์กับการถ่ายภาพ พอฟังคุณอ้นเล่าเลยสนุกดี

    ถ้าคุณอ้นชอบอ่านเรื่องพวกนี้ผสมกับธรรมะ และ ปรัชญา ได้อ่านเรื่องนี้ยังคะ -- เต๋าแห่งฟิสิกส์ -- มันสุดยอดมากๆ นะ

    http://www.baanjomyut.com/library/2548/tao_physics/page01.html">http://www.baanjomyut.com/library/2548/tao_physics/page01.html

    ไม่รู้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกับหนังสือที่เคยอ่านแต่นานมาแล้ว และคิดว่าดีกว่าภาษาอังกฤษ (เพราะเข้าใจกว่า ^^) หรือเปล่า -- แต่รู้สึกว่าน่าสนใจมากจริงๆ ค่ะ ยิ่งอ่านแล้ว ไปปฏิบัติธรรมที่ สวนโมกข์ (คอร์ส 7 วัน ที่วัดนานาชาติ) แล้วรู้สึกว่า เข้ากันได้สุดๆเลยอ่ะ

    น่าสนใจมากๆครับ bookmark เอาไว้แล้ว เคยเจอแต่ฟิสิกส์สมัยเก่า และไอสไตน์ บุกเบิกฟิสิกส์สมัยใหม่ ..... นี่มีศาสตร์เต๋ามาด้วย น่าลองอ่านครับ ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:29
  • toichatpet
    thaiphotos

    ความฝันตอนนี้ผมมีแต่ sex drive ครับ อิอิอิ 555555555

    55555555555 งั้นเริ่มเขียนนิยายประโลมโลกขายเล้ยยยยย ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:27
  • toichatpet
    thaiphotos

    เรื่องแรกที่อ่านน่ะครับ ที่จริงดูไปหน้าเดียวมึนแล้วครับ ...... ของเค้าแรงด้วยนะครับ sex drive ก็เยอะ มีถึงขั้นเด็กคิดฆาตกรรมบิดา เพราะเรื่องนั้น..... เฮ้ย อึ้งตะลึง แล้วก็เลิกราไปก่อนครับ หุหุหุ

    ใช่ค่ะ ถึงว่าไง คาร์ล จุง ก็ค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับข้อจำกัดตรงนี้ -- ในหลายๆ กรณี สำหรับคนที่มีความป่วยทางจิต อาจอธิบายได้ด้วยทฤษฏีนี้ แต่ว่า คนปกติ ที่ไม่ได้มีพื้นฐานชีวิตเต็มไปด้วยดราม่าขนาดนั้น มันอาจจะไม่ตรงเนอะคะ

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:26
  • thaiphotos
    toichatpet

    อ้าว เริ่มเลย ยังไม่สาย ^^

    ความฝันตอนนี้ผมมีแต่ sex drive ครับ อิอิอิ 555555555

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:23
  • thaiphotos
    toichatpet

    แต่ก็ไม่รู้สิ ทฤษฎี psychoanalysis ของฟรอยด์

    เรื่องแรกที่อ่านน่ะครับ ที่จริงดูไปหน้าเดียวมึนแล้วครับ ...... ของเค้าแรงด้วยนะครับ sex drive ก็เยอะ มีถึงขั้นเด็กคิดฆาตกรรมบิดา เพราะเรื่องนั้น..... เฮ้ย อึ้งตะลึง แล้วก็เลิกราไปก่อนครับ หุหุหุ

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:22
  • toichatpet
    thaiphotos

    เคยอ่านว่า นักเขียนหรือนักคิดดังๆ เค้าจะบันทึกความฝันไว้เป็นตัวอักษร โดยมีกระดาษกับปากกาอยู่ที่หัวเตียงเลย พอฝันปุ๊บ ลุกขึ้นมาบันทึก


    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด......... ทำไมผมไม่ทำอย่างนี้แต่แรก โป็กๆๆๆๆ เขกกะโหลดตัวเองนี่ ^^

    อ้าว เริ่มเลย ยังไม่สาย ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:21
  • toichatpet
    thaiphotos

    ส่วนทฤษฎีควอนตั้มผมทราบแต่เรื่องพลังงานแสง แล้วก็อนุภาคของแสงที่เรียกว่า photon น่ะครับ ซึ่งมันจะเป็นปฐมบท ในบทแรกของ อนุภาคของแสงที่เป็น photon กระทบลง Sensor Camera เรื่อยไปจนกลายเป็นค่าดิจิตอล และด้วยอนุภาค photon จึงเป็นที่มาของการออกแบบในทุกชิ้นส่วนของ sensor ที่มีเยอะมาก จนกลายเป็นภาพ เป็นคุณภาพของภาพ ตลอดจนเรื่อง camera noise ครับ อ่านมาจากห้องสมุดภาพถ่าย ภาดวิชา วิทยาศาสตร์ภาพถ่าย คณะวิทยาศาสตร์จุฬา น่ะครับ ผมชอบอ่านพวกนี้ด้วยน่ะครับ สนุกดี ^^

    พูดถึงเรื่อง photon รู้สึกว่าตอนนี้เค้าจะมีการนำสิ่งนี้มาใช้ในการไปสู่อวกาศ เหมือนใน startrek แล้วนะคะ -- photon torpedo กับการสร้าง plasma shield น่ะ

    ชอบอ่านเรื่่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นอันที่มาประยุกต์กับการถ่ายภาพ พอฟังคุณอ้นเล่าเลยสนุกดี

    ถ้าคุณอ้นชอบอ่านเรื่องพวกนี้ผสมกับธรรมะ และ ปรัชญา ได้อ่านเรื่องนี้ยังคะ -- เต๋าแห่งฟิสิกส์ -- มันสุดยอดมากๆ นะ

    http://www.baanjomyut.com/library/2548/tao_physics/page01.html">http://www.baanjomyut.com/library/2548/tao_physics/page01.html

    ไม่รู้เป็นเวอร์ชั่นเดียวกับหนังสือที่เคยอ่านแต่นานมาแล้ว และคิดว่าดีกว่าภาษาอังกฤษ (เพราะเข้าใจกว่า ^^) หรือเปล่า -- แต่รู้สึกว่าน่าสนใจมากจริงๆ ค่ะ ยิ่งอ่านแล้ว ไปปฏิบัติธรรมที่ สวนโมกข์ (คอร์ส 7 วัน ที่วัดนานาชาติ) แล้วรู้สึกว่า เข้ากันได้สุดๆเลยอ่ะ

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:21
  • thaiphotos

    เคยอ่านว่า นักเขียนหรือนักคิดดังๆ เค้าจะบันทึกความฝันไว้เป็นตัวอักษร โดยมีกระดาษกับปากกาอยู่ที่หัวเตียงเลย พอฝันปุ๊บ ลุกขึ้นมาบันทึก


    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด......... ทำไมผมไม่ทำอย่างนี้แต่แรก โป็กๆๆๆๆ เขกกะโหลดตัวเองนี่ ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:18
  • toichatpet
    thaiphotos

    แต่ผมก็อยากอ่านทฤษฎีของ Dr.Phill หรือกล้าหาญกับภาษาหน่อยก็ Sigmund Fraud ....... แง้....

    โอ้ววว เยี่ยมเลยค่ะ มีความพยายามจริงๆ เคยอ่านว่า นักเขียนหรือนักคิดดังๆ เค้าจะบันทึกความฝันไว้เป็นตัวอักษร โดยมีกระดาษกับปากกาอยู่ที่หัวเตียงเลย พอฝันปุ๊บ ลุกขึ้นมาบันทึก แล้วปรากฏว่า ความคิดดีๆ ที่สุดยอด โดยเฉพาะการแก้ปัญหายากๆ ส่วนใหญ่มาจากในฝัน -- ว่ากันว่า เมื่อเรานอนหลับ สมองจะพยายามแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยความชาญฉลาดอย่างล้ำลึก ดังนั้น เวลาคิดอะไรไม่ออก เค้าให้ไปนอนหลับ แล้ววันรุ่งขึ้นจะคิดออก (อิอิ) เรื่องความฝันกับ sleep study และ deja vu ที่คุณอ้นพูดถึง น่าสนใจ เพราะมาสังเกตตัวเองว่า ไม่มีเดจาวู มานานแล้ว คงเพราะตัวเองหลับไม่ลึก เพราะเป็นโรค sleep apnea และ ขี้เกียจใส่หน้ากากนอน (นิสัยไม่ดี) ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีช่วง REM sleep มานานแล้ว สำหรับ Dr. Phil ไม่มีความเห็น แต่ซิกมันด์ ฟรอยด์ อ่านที่เค้าเอามาสรุปเอาสงสัยจะดีกว่ามั้ยคะ ^^ ท่าทางจะอ่านยากเชียะ แต่ก็ไม่รู้สิ ทฤษฎี psychoanalysis ของฟรอยด์ ทุกอย่างดูจะมาจาก sex drive ไปซะหมด (ดูหนังของวู้ดดี้ แอลเลน ก็ได้ เข้าใจเลย 555) -- มันจะจริงเร้อ 555 ลองหันมาอ่าน คาร์ล จุง มั่งดีกว่า หันมาทางคล้ายศาสนา และจิตวิญญาณหน่อย น่าสนใจดีค่ะ ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:14
  • thaiphotos

    ส่วนทฤษฎีควอนตั้มผมทราบแต่เรื่องพลังงานแสง แล้วก็อนุภาคของแสงที่เรียกว่า photon น่ะครับ ซึ่งมันจะเป็นปฐมบท ในบทแรกของ อนุภาคของแสงที่เป็น photon กระทบลง Sensor Camera เรื่อยไปจนกลายเป็นค่าดิจิตอล และด้วยอนุภาค photon จึงเป็นที่มาของการออกแบบในทุกชิ้นส่วนของ sensor ที่มีเยอะมาก จนกลายเป็นภาพ เป็นคุณภาพของภาพ ตลอดจนเรื่อง camera noise ครับ อ่านมาจากห้องสมุดภาพถ่าย ภาดวิชา วิทยาศาสตร์ภาพถ่าย คณะวิทยาศาสตร์จุฬา น่ะครับ ผมชอบอ่านพวกนี้ด้วยน่ะครับ สนุกดี ^^

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 13:04
  • thaiphotos

    เดจาวู...... ผมเจอบ่อยครับ ...... ตอนเด็กๆรู้สึกว่าแปลกมากๆ หลายๆคนก็เป็น เมื่อผ่านมาสักระยะเวลาหนึ่ง นึกขึ้นมาได้ว่ามันเป็นความฝันที่ผมฝันถึงมาก่อน ตั้งแต่นั้นผมก็พยายามจำความฝันมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี........ โดยปกติคนเราจะลืมความฝัน หรือคิดว่าเราไม่ฝันไปอย่างรวดเร็วมาก คนที่หลับลึกก็จะมีความฝัน เพียงแต่ฝันที่อยู่ลึก เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาไม่กี่วินาที ความจำก็จะหายไปในทันที ผมเคยลองคุยกับจิตแพทย์ แพทย์ทาง Neurology ได้มาว่า ความฝันนั้นก็เปรียบเสมือนสมองที่ทำงาน และมีความคิดแล่นไปเรื่อยๆ รวมถึงจิตใต้สำนึก ช่วงเวลาที่คนฝัน กราฟสมองจะขีดออกมาเป็นคลื่นๆ ดั่งที่เห็นใน Sleeping Lab ความทรงจำของจิตใต้สำนึกนั้นมีน้อยมากๆ แค่เพียงไม่กี่วินาทีที่สมองเริ่มทำงานและมีความจำอื่น เช่นเริ่มบิดและคิดถึงวันใหม่ ข้อมูลเล็กน้อยเหล่านี้ก็จะมาทับความทรงจำนั้นให้ไปอยู่ข้างใต้ทันที ทำให้ลืมไปเลย ดังนั้น ผมก็เลยลองด้วยวิธี เมื่อผมรู้สึกตัวตื่น ผมจะไม่ลืมตา ไม่คิดอะไร และทบทวนความฝันที่ได้ฝันมาอย่างน้อย 3 รอบ พอลุกขึ้นนั่งก็ทบทวนไม่ให้ลืมอีก 2 รอบ ก่อนจะเดินไปแปรงฟันก็ทบทวนอีกรอบ ก่อนกินอาหารอีกรอบ และทบทวนอีกชั่วโมงละ 1 รอบ จนจำได้สนิท บางวันลืมไปขั้นตอนนึง ก็เลยจำได้แค่ว่า เมื่อกี๊ยังจำได้เลย เผลอนานไปลืมไปแล้ว แล้วก็เคยเจอจะๆว่า เหตุการณ์นี้มันเคยอยู่ในความฝันผมไปแล้ว ส่วนอันที่จำไม่ได้ ผมก็ยังเชื่อว่ามันเป็นเพราะเสี้ยวของความทรงจำของความฝันเล็กๆที่อยู่ใต้รอยหยักของสมองที่อยู่ลึก มันรำรึกขึ้นมารางๆเมื่อเราเจอกับเหตุการณ์ บังเอญที่คล้ายกับความฝันที่เกิดขึ้นมาก่อน ปล. อันนี้คือประสพการณ์ผมเฉยๆนะครับ ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ แต่ผมก็อยากอ่านทฤษฎีของ Dr.Phill หรือกล้าหาญกับภาษาหน่อยก็ Sigmund Fraud ....... แง้....

    โพสเมื่อ 31 ต.ค. 54 เวลา 12:55
  • toichatpet
    xxs212xx

    Very interesting phenomenon and the theory or thoughts about it krub. I like these statements

    " Jung was transfixed by the idea that life was not a series of random events but rather an expression of a deeper order, which he and Pauli referred to as Unus mundus. This deeper order led to the insights that a person was both embedded in an orderly framework and was the focus of that orderly framework and that the realisation of this was more than just an intellectual exercise but also having elements of a spiritual awakening."

    It suggests some thing that might possible be relating to "karma" framework that govern action and result at deeper level where mind or conscious also involves.

    Thank you for sharing krub.

    You're welcome kha. Glad you like it. As we all know, Buddhism can be seen as science -- Karma simply means "cause and effect" just like the saying - "what goes around comes around", isn't it? :),

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 18:39
  • xxs212xx

    Very interesting phenomenon and the theory or thoughts about it krub. I like these statements

    " Jung was transfixed by the idea that life was not a series of random events but rather an expression of a deeper order, which he and Pauli referred to as Unus mundus. This deeper order led to the insights that a person was both embedded in an orderly framework and was the focus of that orderly framework and that the realisation of this was more than just an intellectual exercise but also having elements of a spiritual awakening."

    It suggests some thing that might possible be relating to "karma" framework that govern action and result at deeper level where mind or conscious also involves.

    Thank you for sharing krub.

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 18:17
  • toichatpet
    threetime

    ส่วนมากจะเป็นความฝันนะ เคยไหม?

    แบบว่าเราผันถึงเหตุการณ์ข้างหน้า หรือพบปะหน้าคาตาใครซะคน
    แล้ววันหนึ่งภาพในความฝันมันคับคล้ายว่ามันคือความจริงในวันปกติ!

    ผมเป็นบ่อยเลยนะ

    เคย แต่ไม่บ่อยเท่า ตอนตื่นค่ะ -- เรื่องที่ว่า คิดถึงใคร แล้วเดี๋ยวเค้าโผล่มานี่ บ่อยมากกกกก แล้วก็ปากไว บอกเค้าตลอด เพราะตื่นเต้น จนสงสัยคนเค้าว่าเราเว่อแน่ -- คงคิดว่าแหม ยัยนี่ พูดแบบนี้ทุกที -- แต่มันจริงๆ นี่นา ^^ ตามข้อมูลที่อ่านนี่ ถ้าเป็นความฝันมันดูจะเป็นแบบซิงโครนิซิตี้ คือแบบว่า คุณได้ทำเหตุการณ์นั้นจริงๆ ใน เอกภพคู่ขนาน ทำนองนั้นน่ะ (ฟังดูเป็นหมอดู ไปหน่อย แต่เดี๋ยวนี้พวกนักฟิสิกส์เค้าก็มีการพูดถึงเรื่องนี้กันบ่อยๆ นะ) -- แบบนี้น่าจะแยกตัวไปซื้อลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่หนึ่งในความฝันไว้เนอะ พอตื่นก็ไปซื้อเลขเดียวกัน เหมือนหนังเรื่องอะไร ที่ Ben Affleck แสดงกับ Uma Therman แล้วมี Paul Giomatti เป็นผู้ช่วยพระเอกอ่ะ จำชื่อไม่ได้ แต่วันก่อนเห็นเอามาฉายอีกในทีวีแว้บๆ

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 12:32
  • toichatpet
    maikun34

    เขาถึงว่าคนไทยกับคนฝรั่งคิดต่างกันก็เพราะอย่างนี้ครับ

    จริงเหรอ พี่ก็คนไทยน้า เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เลยอ่ะ คุณใหม่ไ่่ม่เคยเป็นเลยเหรอ ^^

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 12:27
  • toichatpet
    sirichuanjun

    ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆค่ะ

    ยินดีค่ะ

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 12:26
  • toichatpet
    mayom

    เดจาวู นี่ไม่เคยประสบเอง แต่อยากเจอมาก ประเภทฝันบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าอะไรแบบนี้ แต่เท่าที่อ่านๆมา ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณืไม่ดี ไม่เอาดีกว่า เคยแต่ลองเล่นแบบ นั่งมองคนๆหนึ่งอยู่ และคิดว่า เขาต้องรู้ตัวและหันมาเอง อันนี้เล่นบ่อย เจอบ่อย มีอยู่เคสนึง เคยเจอคนๆนึง และชอบมาก แต่พลาดที่ไม่ได้สานต่อ ก็ตั้งใจอฐิฐานว่า ขอให้เจออีก 10ปีให้หลังก็เจอจริงๆ มารักกันจริงๆ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด...แปลกดีแฮะ ต้องไปศึกษาเรื่องกรรม และประสบการณืทางจิตของหลวงวิจิตรวาทการต่อดีกว่า

    คนเค้าพูดซะน่ากลัวนะ เดจาวูเนี่ยะ -- จริงๆ เป็นอะไรก็ได้ -- ของพี่ตอนอายุน้อยๆ เด็กๆ เป็นบ่อยนะ อย่างคุยๆ กับเพื่อน หรือน้องอยู่ แล้วเรามักจะบอกว่า เอ๊อ เหมือนเราเคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเนอะ -- แต่พออายุมากขึ้นไม่ค่อยเป็น (อาจเพราะฮาร์ดไดร์ฟในสมองเริ่มเต็ม ไม่ค่อยรับกระแสคู่ขนานแล้วนะ อิอิ) เดี๋ยวนี้หันมาเป็นแบบที่เรียกว่า Baarder-Meinhof นั่นแทนอ่ะ เป็นบ่อยเลย แปลกดี กรณีของหม่อมน้อง เหมือนหนังเรื่อง Serendipity เลยเนอะ -- นั่นเป็นอีกคำนึงที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์แบบนี้ ส่วนหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ เคยอ่านแต่ ห้วงรักเหวลึก 555555555555

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 12:26
  • threetime

    ส่วนมากจะเป็นความฝันนะ เคยไหม?

    แบบว่าเราผันถึงเหตุการณ์ข้างหน้า หรือพบปะหน้าคาตาใครซะคน
    แล้ววันหนึ่งภาพในความฝันมันคับคล้ายว่ามันคือความจริงในวันปกติ!

    ผมเป็นบ่อยเลยนะ

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 09:51
  • maikun34

    เขาถึงว่าคนไทยกับคนฝรั่งคิดต่างกันก็เพราะอย่างนี้ครับ

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 09:16
  • sirichuanjun

    ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆค่ะ

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 07:46
  • mayom

    เดจาวู นี่ไม่เคยประสบเอง แต่อยากเจอมาก ประเภทฝันบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าอะไรแบบนี้ แต่เท่าที่อ่านๆมา ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณืไม่ดี ไม่เอาดีกว่า เคยแต่ลองเล่นแบบ นั่งมองคนๆหนึ่งอยู่ และคิดว่า เขาต้องรู้ตัวและหันมาเอง อันนี้เล่นบ่อย เจอบ่อย มีอยู่เคสนึง เคยเจอคนๆนึง และชอบมาก แต่พลาดที่ไม่ได้สานต่อ ก็ตั้งใจอฐิฐานว่า ขอให้เจออีก 10ปีให้หลังก็เจอจริงๆ มารักกันจริงๆ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด...แปลกดีแฮะ ต้องไปศึกษาเรื่องกรรม และประสบการณืทางจิตของหลวงวิจิตรวาทการต่อดีกว่า

    โพสเมื่อ 27 ต.ค. 54 เวลา 05:59
โชคชะตาหรือว่าความบังเอิญ - Destiny or Coincidence?
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม 2554
เวลา 02:31
เข้าชม 1,137 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/vzKVJA