"To be or not to be -- that is the question."

I took this photo and processed it this way a while ago. Yet the scene has not spoken to me until a few days ago when this title flashed into my mind. This smooth sea, punctuated by decaying docks, surrounded by heavily vignetted corners is like an experience of peering through a keyhole into someone's deep thoughts or dreams. And when talking about "soliloquy"** -- the most famous one springs forth. -- that of Hamlet's. It's truly amazing how life's experience shed light into work of art. I remember how painful it was to memorize these verses in my younger days -- It was painful because being young you can't live life through the pain of Hamlet's and you can't understand the gravity of the words that translate his pain and dilemma. Anyway, it's just a thought that crossed my mind one quiet afternoon ;). I sifted through "Youtube" to find good delivery of the soliloquy and found this one that I like of David Tennant's. He's great and I can feel all the pain coming through his performance which is less acted.

Unfortunately, it was pointed out to me that the above version omitted quite a few verses in the middle, so here's a more complete one by Kenneth Branagh.

*** Note in 2015 -- Upon revisiting this post, I saw that the link to Branagh's clip was broken and had to redo it -- and this clip in HD is amazing -- So now I think this clip below is better.
 

 

A monologue from the play "HAMLET" by William Shakespeare HAMLET:

To be, or not to be, that is the question—
Whether 'tis Nobler in the mind to suffer
The Slings and Arrows of outrageous Fortune,
Or to take Arms against a Sea of troubles,
And by opposing, end them? To die, to sleep—
No more; and by a sleep, to say we end
The Heart-ache, and the thousand Natural shocks
That Flesh is heir to? 'Tis a consummation
Devoutly to be wished. To die, to sleep,
To sleep, perchance to Dream; Aye, there's the rub,
For in that sleep of death, what dreams may come,
When we have shuffled off this mortal coil,
Must give us pause. There's the respect
That makes Calamity of so long life:
For who would bear the Whips and Scorns of time,
The Oppressor's wrong, the proud man's Contumely,
The pangs of despised Love, the Law’s delay,
The insolence of Office, and the Spurns
That patient merit of the unworthy takes,
When he himself might his Quietus make
With a bare Bodkin? Who would these Fardels bear,
To grunt and sweat under a weary life,
But that the dread of something after death,
The undiscovered Country, from whose bourn
No Traveller returns, Puzzles the will,
And makes us rather bear those ills we have,
Than fly to others that we know not of.
Thus Conscience does make Cowards of us all,
And thus the Native hue of Resolution
Is sicklied o'er, with the pale cast of Thought,
And enterprises of great pitch and moment,
With this regard their Currents turn awry,
And lose the name of Action. 

-- Soft you now, The fair Ophelia!

 

**A soliloquy (from Latin: "talking by oneself") is a device often used in drama whereby a character speaks to himself or herself, relating his or her thoughts and feelings, thereby also sharing them with the audience. Other characters however are not aware of what is being said. A soliloquy is distinct from a monologue or an aside: a monologue is a speech where one character addresses other characters; an aside is a (usually short) comment by one character towards the audience. Soliloquies were frequently used in dramas but went "out of fashion" when drama shifted towards realism in the late 18th and 19th century. The plays of William Shakespeare feature many soliloquies, the most famous being the "To be or not to be" speech in Hamlet. In Richard III and Othello, the respective villains use soliloquies to entrap the audience as they do the characters on stage. Macbeth's "Tomorrow and tomorrow" speech and Juliet's "O Romeo, Romeo, wherefore art thou Romeo?" are other famous examples of Shakespearean soliloquies. (Though Juliet's speech is overheard by Romeo, she believes that she is alone with her thoughts, making her speech a soliloquy.) - from wikipedia

 

ถ่ายภาพนี้ไว้นานพอสมควรแล้วล่ะค่ะ แต่ว่าไม่มีเรื่องราวสะดุดใจน่านำมาเล่า (ให้ตัวเองฟัง) จนกระทั่งวันนึง หัวเรื่องนี้แว่บเข้ามาในใจ เพราะว่า ณ เวลานั้น ภาพนี้ให้ความรู้สึกว่าเรากำลังมองผ่านรูกุญแจเข้าไปในฝัน หรือในห้วงคิดคำรึงของใครซักคนจริงๆ พอพูดถึงคำว่า "โซลิโลควี" หรือบทรำพึงรำพัน ที่เป็นเทคนิคที่เด่นมากในบทประพันธ์ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ คนก็มักจะนึกไปถึงสองสามบทที่โด่งดัง หนึ่งในนั้นก็คือจากเรื่อง แฮมเล็ต น่าแปลกที่บทประพันธ์ตอนนี้แม้จะเพราะด้วยสำนวนภาษา แต่ว่าสมัยเรียนเมื่ออายุน้อยๆ นั้น เราหาเข้าใจถ่องแท้ถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลของชีวิต (ซึ่งทุกคนย่อมต้องมี มากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกันไป) ที่แฮมเล็ตเผชิญอยู่ไม่ ก็ท่องกันไปเป็นนกแก้วนกขุนทอง จนกระทั่งเวลาผ่านไป มาบัดนี้บทเรียนหลากหลายของชีวิตทำให้เราเข้าใจมันได้ดีขึ้นมาก ข้อความไพเราะเหล่านี้ จึงให้ความประทับใจที่ใหม่เอี่ยมทีเดียว ไปค้นหาในยูทูป เจอของคนนี้ค่ะ เห็นว่าเป็นคนแสดงบทนี้ที่กำลังดัง รู้สึกชอบจัง เค้าเล่นได้สมจริง ร่วมสมัย ไม่ "แอ้คท์เ้อ้าท์" หรือดูเป็นละค้อน ละครมากอย่างเวอร์ชั่นก่อนๆ ก็แค่อยากเล่าเรื่องจากภาพน่ะค่ะ ^^ ---------------------------------------------- ข้อมูล: สำหรับบทรำพึงรำพันที่โด่งดังนี้ เป็นตอนที่แฮมเล็ตพร่ำรำพันขึ้นเมื่อพบกับโอฟิเลีย แต่ต้องแกล้งทำเป็นบ้า “To be or not to be, that is the question” แฮมเล็ตตั้งคำถามว่า คนเรามีทางเลือกอยู่สองทางคือ อยู่หรือตาย ทำไมคนเราจึงต้องทนอยู่ทนทุกข์กับความปวดร้าวในชีวิต มิสู้ตายไปดีกว่า เพราะการตายคือการหลับ และในการหลับเราได้ยุติความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่จะเกิดแก่ร่างกายเลือดเนื้อและจิตใจตน ทว่าหากการตายคือการหลับ ในการหลับมีการฝัน แต่ใครรู้บ้างเล่าว่าในความหลับใหลแห่งความตายนั้น เราจะต้องพบพานความฝันอะไรบ้าง และความไม่รู้นี่แหละที่ทำให้คนหวาดกลัวความตาย และยอมทนต่อการกดขี่ข่มเหง ความอยุติธรรม ความผิดหวัง ความเหนื่อยยาก เรายอมทนทุกข์ในสิ่งที่เรารู้ ดีกว่าหนีไปหาสิ่งที่เราไม่รู้..." from charnsak.multiply.com



แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิกใหม่ | เข้าสู่ระบบ
  • toichatpet
    mycolor

    รำพึงรำพันได้เงาจันทร์ ของโกฮับ

    โกฮับ เจ้าก๋วยเตี๋ยวรังสิต เจ้าของป้าย "โกฮับตายไปนานแล้ว" น่ะเหรอมาย 55555555555 ว่าแต่ขอบคุณจ้าาา

    โพสเมื่อ 3 ส.ค. 55 เวลา 13:37
  • mycolor

    รำพึงรำพัน จนสวยเลยคร้าบพี่ต่อย ถ้ามีเงาจันทร์ ก็จะกลายเป็นรำพึงรำพันได้เงาจันทร์ ของโกฮับ แน่เลย อิอิ

    โพสเมื่อ 3 ส.ค. 55 เวลา 10:20
  • 1lop
    toichatpet

    5555555555 แหมมมม พี่ตุ้ม มิบังอาจหรอกค่ะ คือบังเิอิญมันแว้บเข้ามาในสมองน่ะค่ะ -- ตอนสมัยเรียนเคยเรียนคลาส Shakespeare คลาสนึง กับอาจารย์ที่รักมากๆ ท่านนึง ซึ่งถือว่าเป็น role model ของตัวเองเลยค่ะ แล้วต้องเรียน Comedy หนึ่งเรื่อง Tragedy หนึ่งเรื่อง Comedy เรียน Mid Summer Night's Dream - แหม มันสนุก เต็มไปด้วยความสวยงามและความฝัน ส่วนครึ่งหลังของเทอม ได้เีรียน Macbeth โอ้ยยยยยยยยยยยย มันหดหู่ แถมไม่รู้เรื่อง -- ไม่สนใจ แต่พอมาวันนี้ อายุมากขึ้น มันรู้สึกว่า เรื่องที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและ conflict ของตัวละคร อย่าง Hamlet เนี่ยะ มันน่าสนใจกว่าล่ะค่ะ 55555 ศิลปิันมั้ยอ่ะคะ ^^

    ตอนสมัยเรียน high school ที่ออสเตรเลีย [สมัยนู้น] ชม.ภาษาอังกฤษเรียน The Old Man and the Sea ของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ และอีกเรื่องคือ Macbeth แต่ต่อมาวันนี้ อายุมากขึ้น [อิอิอิ] .....จำมาได้ประโยคเดียว "water water everywhere, but not a drop to drink" นอกนั้นจำไม่ได้เลย ว่าจะรอให้มันแวปเข้ามาในสมองบ้าง ....แต่จนบัดนี้ก้อยังไม่มีวี่แวว.......ต่อย...ศิลปินจ้ะ ชัวร์

    โพสเมื่อ 3 ส.ค. 55 เวลา 03:34
  • toichatpet
    thaiphotos

    ตรงที่ Quote มาเมื่อฟังพร้อมกับวีดีโอ มันมีส่วนเกินมาน่ะครับพี่ต่อย ^^

    พี่ไปดูอย่างละเอียดใหม่แล้วล่ะค่ะ จริงๆ ด้วย เวอร์ชั่นของ David Tennant นี่เค้าละออกไปหลายวรรคเลยจริงๆ ด้วย ขอบคุณมากๆ ที่คุณอ้นชี้ให้เห็น ว้าาา เสียดายจัง พี่รู้สึกชอบเวอร์ชั่นนี้ที่สุดเลย เดี๋ยวต้องหาอันอื่นขึ้นไปเสริม เฮ้อ

    โพสเมื่อ 3 ส.ค. 55 เวลา 03:27
  • toichatpet
    thaiphotos

    รอๆๆๆ อิอิอิ

    รอไร รอ Ophelia ของตัวเองเหรอ อิอิอิ

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:50
  • toichatpet
    thaiphotos

    I just don't know, this photo grabbed my eyes at first sight, and I have a question, take a look for a long time then i read everything and everything just goes with it. And I also got the inspiration for my self too.... what days may come ^_________^ I'm flying, I'm flying, like a bird, through the sky..... ^^

    Awwwwwwwwwwwwwwwwwwww. I'm TRULY very happy. To be able to "inspire" YOU is making my day kha... *_____________________________________*

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:49
  • thaiphotos

    รอๆๆๆ อิอิอิ

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:48
  • thaiphotos
    toichatpet

    Woowwwww. I'm so very glad that this post here invoked such thoughts and emotions in you.

    "Photo poetry" -- that is an honor. Thank you so much for sharing your reaction. I love it. ;)))


    P.S. Coincidentally, there is that phrase "What dreams may come" -- from the title of the movie that I never knew what it meant until put in context here.

    I just don't know, this photo grabbed my eyes at first sight, and I have a question, take a look for a long time then i read everything and everything just goes with it. And I also got the inspiration for my self too.... what days may come ^_________^ I'm flying, I'm flying, like a bird, through the sky..... ^^

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:46
  • toichatpet
    1lop

    ต่อยนี่ศิลปินตัวจริง

    5555555555 แหมมมม พี่ตุ้ม มิบังอาจหรอกค่ะ คือบังเิอิญมันแว้บเข้ามาในสมองน่ะค่ะ -- ตอนสมัยเรียนเคยเรียนคลาส Shakespeare คลาสนึง กับอาจารย์ที่รักมากๆ ท่านนึง ซึ่งถือว่าเป็น role model ของตัวเองเลยค่ะ แล้วต้องเรียน Comedy หนึ่งเรื่อง Tragedy หนึ่งเรื่อง Comedy เรียน Mid Summer Night's Dream - แหม มันสนุก เต็มไปด้วยความสวยงามและความฝัน ส่วนครึ่งหลังของเทอม ได้เีรียน Macbeth โอ้ยยยยยยยยยยยย มันหดหู่ แถมไม่รู้เรื่อง -- ไม่สนใจ แต่พอมาวันนี้ อายุมากขึ้น มันรู้สึกว่า เรื่องที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและ conflict ของตัวละคร อย่าง Hamlet เนี่ยะ มันน่าสนใจกว่าล่ะค่ะ 55555 ศิลปิันมั้ยอ่ะคะ ^^

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:32
  • toichatpet
    maikun34

    เรื่องน่าเศร้าจริงๆครับ

    เป็นละครแบบโศกนาฏกรรมน่ะค่ะ คุณใหม่ ดูๆ ไปแล้วเหมือนหนังอินเดียเนอะ 5555

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:23
  • toichatpet
    thaiphotos

    Photo poetry finally, .... The first thing you'd like to know... I guess... and I would answer it. Yes, this photo has a potential enough to convey a good poet,
    and I would say that a lot of things in this photo, has become imagination, finally been dreams. From one still life photo has become "Still- still life" photo.
    The process has paused everything into no-man's land, Who-Ah. There is no past, no future, and the present "great telling process" is unexceptable situation.
    thunderstorms, dead cold sea, no way out, these are torturing enough, then, you give hope in the "no-man's land"...... A hope which either open or close
    the eyes, then still can see dreams, ... what dreams may come. It is so bad to get dead, but not knowing to go to hell, or heaven is worse...........

    Woowwwww. I'm so very glad that this post here invoked such thoughts and emotions in you.

    "Photo poetry" -- that is an honor. Thank you so much for sharing your reaction. I love it. ;)))


    P.S. Coincidentally, there is that phrase "What dreams may come" -- from the title of the movie that I never knew what it meant until put in context here.

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:22
  • toichatpet
    thaiphotos

    ตรงที่ Quote มาเมื่อฟังพร้อมกับวีดีโอ มันมีส่วนเกินมาน่ะครับพี่ต่อย ^^

    ขอบคุณค่ะ คุณอ้น เสียดายคลิปนี้เค้าตัดเร็วไปหน่อย พี่คงท่อนสุดท้ายที่ quote ไว้ เพราะชอบตอนที่ว่า "Be all my sins remembered" เนอะ ลองดูของ Kenneth Branagh เจ้าพ่อเชคสเปียร์อีกคนสิคะ อันนี้เค้าไปจนจบ ชอบมั้ย http://www.youtube.com/v/7740lGif65Y?version=3&hl=en_US&rel=0"> name="allowFullScreen" value="true">http://www.youtube.com/v/7740lGif65Y?version=3&hl=en_US&rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="560" height="315" allowfullscreen="true">

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 16:15
  • thaiphotos

    ตรงที่ Quote มาเมื่อฟังพร้อมกับวีดีโอ มันมีส่วนเกินมาน่ะครับพี่ต่อย ^^

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 14:48
  • thaiphotos

    Photo poetry finally, .... The first thing you'd like to know... I guess... and I would answer it. Yes, this photo has a potential enough to convey a good poet, and I would say that a lot of things in this photo, has become imagination, finally been dreams. From one still life photo has become "Still- still life" photo. The process has paused everything into no-man's land, Who-Ah. There is no past, no future, and the present "great telling process" is unexceptable situation. thunderstorms, dead cold sea, no way out, these are torturing enough, then, you give hope in the "no-man's land"...... A hope which either open or close the eyes, then still can see dreams, ... what dreams may come. It is so bad to get dead, but not knowing to go to hell, or heaven is worse........... Then I will tell people the worst thing........ When we suffer so much to think about forever-dream, it is so painful the we have wouldn't know what forever-dreams may come, the the "forever" will kill us twice........ Right ... it is so suffer to get the notion through the death, I want to be killed twice or third until forever-death !!!! Those notion of any death is logically alive and still be ......... and when we know that the medical brain graph is still running when we dream, the death dream When we die, the graph is stop...... no any dreams...... What dreams may come? Nothing wouldn't come, So to get rid of life by dreaming forever, is impossible now, ...... zero situation happens, that is the worst thing will happen. The best thing is Jump!!! jump to the dead cold sea, leave to life gravity happens...... no more what dreams may come, pray what day may come........ it is the greatest reality day dream in people's life ^^ I wrote too much, but enjoy it Krabbbbbb ^^

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 14:47
  • 1lop

    ต่อยนี่ศิลปินตัวจริง

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 11:56
  • maikun34

    เรื่องน่าเศร้าจริงๆครับ

    โพสเมื่อ 2 ส.ค. 55 เวลา 10:09
  • toichatpet
    xxs212xx

    Never mind krub. I think I got it now.

    Perhaps I should add a footnote for the "young generation" ;P.

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:51
  • toichatpet
    xxs212xx

    The picture produces a mood of being alone. It is not sad but quiet rather. A good processing krub.

    Thank you kha. Hence the title ^^.

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:49
  • toichatpet
    xxs212xx

    Never mind krub. I think I got it now.

    ^^

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:45
  • xxs212xx
    toichatpet

    You mean the word "Soliloquy"?

    Never mind krub. I think I got it now.

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:44
  • toichatpet
    xxs212xx

    I am not sure I comprehend the meaning of title well. The picture produces a mood of being alone. It is not sad but quiet rather. A good processing krub.

    You mean the word "Soliloquy"?

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:40
  • toichatpet
    pooklook88

    คุณภาพคับแก้วจริงๆ ค่ะ คุณต่อย

    สวัสดีค่ะ คุณปุ๊ก แหมไม่ได้เห็นหน้ากันนาน ขอบคุณค่าาา สบายดีนะคะ ^^

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:39
  • toichatpet
    warahemato

    อารมณ์สวย และเหงา ๆ ปน ๆ กันไปเลยครับ

    สมกับชื่ออัลบั้มเนอะคะ ^^

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:38
  • pooklook88

    คุณภาพคับแก้วจริงๆ ค่ะ คุณต่อย

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:33
  • xxs212xx

    I am not sure I comprehend the meaning of title well. The picture produces a mood of being alone. It is not sad but quiet rather. A good processing krub.

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:24
  • warahemato

    อารมณ์สวย และเหงา ๆ ปน ๆ กันไปเลยครับ

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 21:21
  • toichatpet

    เรื่องย่อ แฮมเล็ต (จาก http://board.dserver.org/d/deedi/00000016.html" target="_blank" rel="nofollow">จันทร์เจ้าขา)

    แฮมเล็ตเป็นเจ้าชายแห่งเดนมาร์ก พ่อซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ก่อนเสียชีวิตลง
    และอา (คลอเดียส์) ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทน พร้อมกับอภิเษกกับราชินีหม้าย
    (แม่ของแฮมเล็ต) อยู่มาวันหนึ่งวิญญาณของกษัตริย์องค์ก่อนก็ปรากฎกายให้
    แฮมเล็ตเห็น พร้อมกับเล่าสาเหตุแห่งการตายของตนว่าถูกคลอเดียส์ลอบวางยาพิษ แล้วขอให้ลูกชายแก้แค้นแทน เพราะเนื่องจากตายโดยมิได้สารภาพบาป จึงจำต้อง อยู่ในนรกแทนที่จะได้ขึ้นสวรรค์

    แฮมเล็ตไม่แน่ใจว่าจะเชื่อวิญญาณที่อ้างว่าเป็นพ่อดีหรือไม่ จึงปรึกษากับเพื่อน โฮเรชิโอ ว่าตัวเองจะแกล้งทำเป็นเสียสติ และหาหลักฐานข้อเท็จจริงว่า คลอเดียสฆ่าพ่อของตัวหรือไม่

    แฮมเล็ตหลงรักโอฟีเลีย ซึ่งเป็นลูกสาวของที่ปรึกษาคนสนิทของคลอเดียส แต่ทั้งพ่อและพี่ชายของโอฟีเลียไม่เห็นด้วย และบอกให้น้องสาวปฏิเสธแฮมเล็ตไปก่อน จนกว่่าแฮมเล็ตจะได้ขึ้นครองบัลลังก์

    ทุกคนกังวลกับอาการบ้าของแฮมเล็ต จนกระทั่งแฮมเล็ตสบช่องทางที่จะพิสูจน์ว่าคลอเดียส์ฆ่าพ่อหรือไม่ โดยให้นักแสดงละครเล่นละครตามบทที่แฮมเล็ตเขียนขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามที่วิญญาณได้มาเล่าให้ฟังว่าคลอเดียส์วางยาพิษตัวเองยังไง พอคลอเดียส์ได้ชมละคร ก็เกิดอาการส่อพิรุธ สั่งให้เลิกเล่น ก็เดินหนีหายไป แฮมเล็ตต้องการจะรู้ว่าแม่ของตัวนั้น สมรู้ร่วมคิดกับคลอเดียส์หรือไม่ จึงตามไปเพื่อหาความจริง ปรากฎว่าพบคลอเดียส์กำลังพึมพัมสารภาพบาปอยู่ตามลำพัง แฮมเล็ตจึงตัดสินใจยังไม่ลงมือสังหารคลอเดียส์ เพราะหากทำไปในขณะที่คลอเดียส์ได้สารภาพบาปแล้ว วิญญาณของคลอเดียส์ก็จะไปสู่สวรรค์ ไม่ตกนรกอกไหม้เหมือนพ่อ แฮมเล็ตจึงหลบออกไปหาแม่ เพื่อถามความจริง

    โพโลเนียส์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของคลอเดียส์ และเป็นพ่อของโอฟีเลียนั้น ได้แอบอยู่หลังม่านในห้องของราชินี เพื่อสืบหาความจริงว่าแฮมเล็ตนั้น บ้าจริงหรือไม่ เมื่อพบแม่อยู่ในห้อง แฮมเล็ตก็คาดคั้นแม่ และพูดจาก้าวร้าวดูหมิ่นที่ยอมแต่งงานกับคลอเดียส์ หลังจากที่กษัตริย์องค์ก่อนเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นาน แฮมเล็ตสังเกตุเห็นพิรุธว่ามีคนแอบอยู่หลังม่าน และนึกว่าเป็นคลอเดียส์
    จึงเอาดาบแทงสวนเข้าไป ทำให้โพโลเนียส์ตายทันที

    คลอเดียส์แค้นมาก วางแผนส่งแฮมเล็ตไปอังกฤษ พร้อมกับคำสั่งให้ฆ่าทิ้งเสียเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง แต่แฮมเล็ตหนีพ้นมาได้ และมุ่งกลับบ้าน คลอเดียส์จึงวางแผนให้พี่ชายของโอฟีเลียประลองดาบกับแฮมเล็ต เพื่อเป็นการแก้แค้นที่แฮมเล็ตฆ่าพ่อของตัว และได้เอาปลายดาบชุบยาพิษไว้ด้วย และคลอเดียส์
    ยังได้วางแผนที่สองไว้เพื่อกันพลาด โดยจะหลอกให้แฮมเล็ตดื่มเหล้าผสมยาพิษ ในขณะเดียวกัน โอฟีเลียก็เสียสติเพราะพ่อถูกฆ่า

    เพราะเสียสติไป โอฟิเลียจึงไปกระโดดน้ำตาย ทำให้พี่ชายของโอฟิเลียเสียใจมาก และยิ่งโกรธแค้นแฮมเล็ตมากขึ้น

    แฮมเล็ตเล่าให้โฮเรชิโอ(เพื่อนรัก)ฟังเรื่องแผนการของคลอเดียส์ที่ต้องการให้แฮมเล็ตถูกฆ่าตายเมื่อครั้งเดินทางไปยังประเทศอังกฤษ แต่ถูกแฮมเล็ตดัดหลัง และย้อนแผนส่งดาบคืนให้ คลอเดียส์ส่งคนมาแจ้งให้แฮมเล็ตรู้ว่า พี่ชายของโอฟิเลียจะขอประลองดาบ และถ้าแฮมเล็ตสามารถฟันให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บได้ภายในสามรอบแรก คลอเดียส์ก็จะให้รางวัลเป็นไข่มุกโดยจะใส่ไปในแก้วไวน์

    ว่าแล้ว แฮมเล็ตก็สามารถทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บได้ คลอเดียส์จึงใส่ไข่มุลลงไปในแก้วพร้อมกับยื่นให้แฮมเล็ตดื่ม จริงๆ แล้ว ไข่มุกนั้นเคลือบยาพิษไว้ แต่เนื่องจากตื่นเต้นที่ชนะคู่ต่อสู้ได้ แฮมเล็ตจึงปฏิเสธิ แต่แม่ของแฮมเล็ตซึ่งอยู่ชมการประลองดาบด้วย ดีใจสุดๆ ที่เห็นลูกชายชนะได้ เลยคว้าแก้วไวน์จากมือของคลอเดียส์มาดื่มเสียเอง คลอเดียส์ไม่รู้ว่าจะห้ามอย่างไร จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

    แฮมเล็ตโดนปลายดาบที่อาบยาพิษของคู่ต่อสู้บาดเป็นแผล แต่ก็สามารถสวนกลับทำให้ดาบของคู่ต่อสู้กระเด็นมาตกใกล้ตัว แฮมเล็ตจึงเก็บดาบนั้นขึ้นมา แต่โดยไม่ตั้งใจ กลับโยนดาบของตัวเองคืนให้คู่ต่อสู้ เมื่อประลองดาบกันต่อ แฮมเล็ตก็ฟาดฟันคู่ต่อสู้ได้หลายแผล ทำให้ได้รับยาพิษที่ปลายดาบกันทั้งคู่ แต่แล้วก็ต้องหยุดต่อสู้เพราะแม่ของแฮมเล็ตล้มลงเนื่องจากยาพิษที่ดื่มเข้าไป

    ราชินีจึงบอกให้แฮมเล็ตรู้ว่า เธอได้รับยาพิษจากเหล้าไวน์นั่นเอง แล้วเธอก็ตาย พี่ชายของโอฟิเลียก็บอกแฮมเล็ตเช่นกันว่า เขาเองก็จะตายเพราะยาพิษจากปลายดาบ แฮมเล็ตยิ่งโกรธมากขึ้น หันมาฟันคลอเดียส์ด้วยดาบอาบยาพิษ พร้อมกับกรอกไวน์ที่ผสมยาพิษใส่ปากคลอเดียส์ ว่าแล้าทุกคนก็เสียชีวิตหมด เหลือเพียงโฮเรชิโอที่จะเล่าเรื่องให้คนนอกฟังได้……

    โพสเมื่อ 1 ส.ค. 55 เวลา 20:59

Soliloquy - รำพึงรำพัน
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม 2555
เวลา 07:52
เข้าชม 6,683 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/Iy4mQg